|
คำอธิบาย
สำหรับสิ่งที่ดิฉันอยากเสนอในตัวอย่างงานแปลวันนี้มีสองเรื่อง
เรื่องแรกคือเรื่องปรับบทแปล งานที่
มีความซับซ้อนอย่างเช่นบทความทางเศรษฐศาสตร์เชิงสังคม การแปลประโยคต่อประโยคจะทำ
ให้ผู้อ่านที่ต้องพยายามตีความสิ่งที่อ่านอยู่แล้วอ่านลำบากยิ่งขึ้น
หรือบางครั้งอาจอ่านไม่เข้าใจ ดิฉัน
คิดว่าหน้าที่ของผู้แปลเนื้อหาเช่นนี้ต้องทำงานมากกว่าการแปลตามปกติ
คือนอกจากความถูกต้อง
แล้ว ยังต้องถ่ายทอดให้ได้สำนวนที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย ซึ่งสำคัญมาก
การทำเช่นนี้ได้สิ่งที่จำเป็น
แรกสุดคืออ่านต้นฉบับให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ค้นหาสิ่งที่ยังคลุมเครือ
จนกระทั่งเข้าใจสาระทั้งหมด
อย่างดีจึงค่อยแปล มิฉะนั้นจะไม่สามารถปรับบทแปลได้เลยค่ะ
การปรับสำนวนก็เพื่อให้อ่านง่าย
เป็นภาษาไทยที่ดี และกระชับ เพราะสำนวนแรกที่แปลมักเป็นการ
แปลตรงตามคำและประโยคในต้นฉบับ เช่นประโยคแรกในย่อหน้าที่ 3 (ข้อความสีแดง)
¿
...ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าในทศวรรษหน้าและหลังจากนั้น
แรงงานจากต่างประเทศจะเป็นที่ต้องการ
มากขึ้น สำนวนยังเป็นฝรั่งแท้ๆ ขอปรับหน่อยเถอะค่ะ
เป็น ...ผู้เชี่ยวชาญทำนายว่า นับแต่
ทศวรรษนี้เป็นต้นไป จะมีความต้องการแรงงานจากต่างประเทศมากขึ้น
ตัวอย่างจากย่อหน้าที่
6
¿
...การดึงแรงงานมีฝีมือระดับสูงเข้ามาทำงานในประเทศจะทำให้ระบบค่าจ้างในภาคแรงงานระดับ
วิชาชีพต่ำลง เท่ากับเป็นการลดช่องว่างของรายได้โดยรวม (
ข้อความยิ่งยาวก็ยิ่งทำให้ผู้อ่านต้อง
คิดตามมากขึ้น ปรับให้กระชับจะดีกว่า ) ...การจ้างแรงงานฝีมือระดับสูงจากต่างชาติเข้ามา
จะทำให้ค่าจ้างในภาคนี้ต่ำลง เท่ากับลดช่องว่างของรายได้โดยรวม
การปรับสำนวนอาจใช้วิธีการคิดคำหรือวลีที่เข้าใจง่าย แต่สื่อความหมายได้ตรง
ตัวอย่างในบทแปล
นี้ก็มีค่ะ อย่างเช่น desperate (ย่อหน้าแรก)ถ้าแปลว่าอยากได้ใจจะขาด
หรือหมดหวัง คนอ่านคง
หงุดหงิดอยากขว้างทิ้งแทนที่จะอ่านให้จบ ควรปรับเป็น ...ต่างก็อยากได้งานทำมากกันทั้งนั้น
บางครั้งการพยายามหาคำหรือวลีที่เข้าใจง่ายมาได้แต่ไม่ค่อยกระชับเลยเพราะต้องมีการขยายความ
เล็กน้อย ในกรณีนี้ดิฉันมักเลือกแบบเข้าใจง่ายไว้ก่อนเช่น
¿ prospective
immigrants (ย่อหน้าที่ 4 ) ถ้าแปลว่า ...ผู้ที่ต้องการจะอพยพเข้ามา...
ก็ถูก
ต้องแต่ได้ความไม่ชัดเจน เพราะนี่เป็นเรื่องเข้ามาทำงาน ดิฉันจึงปรับเป็น
...ผู้ที่ต้องการเข้ามา
ทำงานในประเทศ
บางครั้งการปรับสำนวนก็อาจหมายถึงก็ต้องตัดบางคำออกเมื่อแน่ใจว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน
เช่นวลี
ทั้งสองที่ขีดเส้นใต้
¿ ...attracting
.high-skilled immigrants depresses
wages in the .professional sector
ดิฉันเปลี่ยนคำที่สองให้เป็น... ภาคนี้ (คือภาคแรงงานทักษะสูง)
แทนค่ะ
เรื่องที่สอง คือต้องระวังหลุมพรางภาษาเพราะเวลาแปลเรามักคิดถึงคำที่ใช้กันจนติด
โดยบางครั้ง
ไม่ได้นึกว่าเหมาะกับบริบทหรือไม่ ตัวอย่างข้างล่างนี้ถ้าแปลคำ bias
ว่าอคติแล้วละก็ นั่นคือเรา
ใช้คำที่เห็นใช้กันเสมอโดยไม่ได้นึกถึงบริบท พอดีคำนี้มีผลถึงกับทำให้งานแปลของเราผิดความ
ไปเลยค่ะ อ่านภาษาต้นฉบับก่อนนะคะ
¿ a .bias
toward low-skilled immigrants causes wages to fall toward
the bottom
of the economic scale
ถ้าแปลว่า ...ในทางกลับกัน การมีอคติกับพวกแรงงานฝีมือระดับต่ำที่อพยพเข้ามาจะทำให้ค่าจ้าง
ตกต่ำลงไปถึงจุดต่ำสุดของระดับของค่าจ้างเงินเดือน เท่ากับเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันด้าน
เศรษฐฐานะ
เมื่ออ่านแล้วจะเห็นว่าไม่เข้าใจ อันที่จริงคำว่า bias ของฝรั่งมีความหมายได้ทั้งบวก
คือมีความ
ลำเอียง (bias toward) และลบ คือมีอคติ (bias against) ต่างจากของไทยที่ถ้าพูดถึงอคติแล้ว
มีความหมายด้านลบเสมอ ด้วยเหตุนี้ในประโยคตัวอย่างนี้จึงต้องปรับให้เป็น
...ในทางกลับกัน การจ้างแต่แรงงานฝีมือระดับต่ำเข้ามาจะทำให้ค่าจ้างตกลงถึงระดับ
ฐานล่างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเท่ากับเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันด้านเศรษฐฐานะนั่นเอง
อีกคำหนึ่งคือคำคุณศัพท์ leading
ซึ่งเรามักคุ้นกับความหมายว่า แนวหน้าบ้าง ชั้นนำบ้าง
ความหมายนี้ใช้ได้กับวลีว่า leading economists and politicians
แต่ไม่เหมาะกับ a
leading edge ค่ะ เพราะ edge หมายถึงเป็นจุดหนึ่งที่อาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
หลังจากนั้น (มักเปลี่ยนไปในทางไม่ดี) leading ในวลีนี้จึงมีความหมายว่าเป็นสิ่งที่นำมาก่อน
ผู้แปลจำเป็นต้องคิดคำที่จะถ่ายทอดความหมายนี้ออกมาให้ได้ เพราะเราไม่มีวลีที่แปลได้ตรงตัว
ซึ่งดิฉันใช้ว่า ...อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา
สวัสดีค่ะ
เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์
|